ปีใหม่ หรือ วันขึ้นปีใหม่ 2560 หรือ ปีใหม่ภาษาอังกฤษ Happy New Year 2017 ใกล้มาถึงแล้ว วันขึ้นปีใหม่ หลาย ๆ คนคงชอบที่จะได้หยุดหลาย ๆ วัน ว่าแต่ที่หยุดและฉลองปีใหม่กันอยู่ทุกปี แล้วรู้หรือไม่ว่า ประวัติปีใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ มีความเป็นมาอย่างไร วันนี้เรามีความหมายวันขึ้นปีใหม่ ประวัติวันขึ้นปีใหม่ มาฝากกันค่ะ
 

ความหมายของวันขึ้นปีใหม่

วันขึ้นปีใหม่ ตามความหมายในพจนานุกรมให้ความหมายคำว่า “ปี” หมายถึง เวลาชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน หรือ เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ ดังนั้น “ปีใหม่” จึงหมายถึง การขึ้นรอบใหม่หลังจาก 12 เดือน หรือ 1 ปี

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่

วันขึ้นปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนีย เริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทินโดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือน ก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก ๆ 4 ปี

ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติก ได้นำการปฏิบัติของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไขอีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้น จนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ (ประมาณ 46 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อโยซิเยนิส มาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี 365 วัน โดยทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน เมื่อเพิ่มให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ให้ทุกๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

และในวันที่ 21 มีนาคม ตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตามทิศตะวันตก วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมงเท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้นพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วัน จากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (ใช้เฉพาะในปี พ.ศ. 2125) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่าปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้ วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาวันปีใหม่ในประเทศไทย

          สำหรับวันปีใหม่ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมเราถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนา ที่ถือช่วงเหมันต์หรือหน้าหนาวเป็นการเริ่มต้นปี ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ คือถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ดังนั้นในสมัยโบราณเราจึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย

แต่การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทางจันทรคติ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติ ย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี ดังนั้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปี พ.ศ. 2432 (ร.ศ. 108) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับแต่นั้นมา เพื่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปีเมื่อนับทางสุริยคติ (แม้ว่าวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปีต่อ ๆ มาจะไม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน แล้วก็ตาม) ดังนั้นจึงถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนับแต่นั้นมา  อย่างไรก็ดีประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่อยู่

ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการจึงเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน มักจะไม่มีงานรื่นเริงอะไรมากนักและเห็นสมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก จนแพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อ ๆ มา โดยในปี พ.ศ. 2479 ก็ได้มีการจัดงานปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด มีชื่อทางราชการ “วันตรุษสงกรานต์”

…………………………………..

ลองมาดูกันว่าคืนวันนี้แต่ละประเทศต่างๆ ในโลกเขามีประเพณีฉลองงานปีใหม่กันอย่างไรบ้าง

ประเทศไอร์แลนด์mistletoe

ที่มาภาพ what the hell news

บรรดาสาวโสดในประเทศไอร์แลนด์จะรอคอยคืนวันปีใหม่เป็นพิเศษ เพราะวันนี้เชื่อกันว่าจะเป็นวันที่นำพาคนรักให้เข้ามาในชีวิต สาวชาวไอร์แลนด์จะวางใบมิสเซิลโท (mistletoe) ไว้ใต้หมอน เพื่อเป็นการอธิฐานว่าปีนี้ขอให้ได้เจอกับสามีในอนาคต นอกจากนั้นยังเชื่อว่าใบมิสเซิลโทจะช่วยขจัดโชคร้ายด้วย

 

 

ประเทศเดนมาร์ก

Breaking-Plates

ที่มาภาพ what the hell news

ประเพณีแปลกๆ ในวันปีใหม่ของประเทศเดนมาร์กก็คือการปาถ้วยชามที่แตกได้ใส่ประตูบ้านของเพื่อนบ้าน ถ้าเป็นที่อื่นคงได้มีเรื่องกันแน่ๆ แต่น่าแปลกว่าสำหรับคนเดนมาร์กแล้วกลับชื่นชอบให้มีคนมาปาจานชามใส่หน้าบ้านตัวเอง และเมื่อหมดวันนั้น บ้านไหนที่มีกองถ้วยชามที่แตกกองพะเนินหน้าบ้านมากที่สุดจะถือว่าบ้านนั้นจะโชคดีมากที่สุด เพราะหมายความว่าคนบ้านนั้นมีเพื่อนและคนที่รักเยอะกว่าใครๆ นั่นเอง

นอกจากนั้น ชาวเดนมาร์กยังมีประเพณีการกระโดดลงจากเก้าอี้ตอนเวลาเที่ยงคืนของวันขึ้นปีใหม่อีกด้วย เชื่อกันว่าเพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป

denmark-200812-ss

ที่มาภาพ travelandleisure

 

 

ประเทศเม็กซิโก

ouija-board

ที่มาภาพ the twenty first floor

การติดต่อพูดคุยกับวิญญาณเป็นส่วนหนึ่งในความเชื่อของชาวเม็กซิโก ซึ่งเชื่อกันว่าคนเป็นสามารถติดต่อและพูดคุยกับวิญญาณคนตายที่เป็นคนรักหรือคนในครอบครัวได้ วันปีใหม่จะถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการติดต่อสื่อสารกับวิญญาณคนตาย นอกจากเพื่อการพูดคุยถามไถ่แล้วบางครั้งก็รวมกึงการขอคำปรึกษาจากวิญญาณอีกด้วย

การติดต่อกับวิญญาณนี้จะไม่ทำที่บ้านใครบ้านมัน แต่จะไปทำในสถานที่ๆ รับทำการติดต่อกับวิญญาณอย่างถูกกฏหมาย เช่น บางโรงแรมจะมีบริการติดต่อกับวิญญาณได้คนละ 15 นาที นอกจากวันปีใหม่แล้ว ประเทศเม็กซิโกยังมี วันแห่งคนตาย (Day of the Dead)เพื่อฉลองให้กับเหล่าคนตาย ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 2 พฤศจิกายนของทุกปี

 

ประเทศฟิลิปปินส์

polka_dot_dress_with_skinny_pink_belt-3570

ที่มาภาพ luvimages

ชาวฟิลิปปินส์จะชอบสิ่งของที่เป็นทรงกลมกันมาก ในวันปีใหม่ของทุกๆ ปีคนฟิลิปปินส์ส่วนมากจะพากันใส่เสื้อผ้าที่มีลายจุด ในร้านอาหารหรือโต๊ะอาหารที่บ้านก็จะตกแต่งกันด้วยผลไม้ที่เป็นทรงกลม และคนส่วนมากก็จะรับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีรูปทรงกลมกันในวันปีใหม่

Sanstitre

ที่มาภาพ macheriefrancine

ชาวฟิลิปปินส์เชื่อกันว่า ของที่มีรูปร่างกลมเป็นสิ่งดีเพราะเหมือนกับรูปร่างของเหรียญเงิน หมายถึงความร่ำรวยและประสบความสำเร็จในปีนั้นๆ

 

ประเทศเอกวาดอร์

Burning-Scarecrows

ที่มาภาพ what the hell news

โดยปกติแล้วการเผารูปภาพของใครหมายความถึงว่าคนนั้นอาจจะทำสิ่งที่ไม่ดีกับเราถึงขนาดอภัยให้ไม่ได้ แต่ในประเทศเอกวาดอร์ จะมีประเพณีที่คนในท้องถิ่นจะมารวมตัวกันเพื่อนำรูปภาพของสิ่งต่างๆ ที่ไม่ต้องการเจอหรือไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในปีใหม่เอามาเผาทิ้ง

นอกจากนั้น ชาวเอกวาดอร์จะทำหุ่นไล่กาขึ้นมาจากหนังสือพิมพ์และเศษไม้ เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนแต่ละครอบครัวก็จะเผาหุ่นไล่กานั้น เชื่อกันว่าหุ่นไล่กานี้เป็นตัวแทนของสิ่งไม่ดีทั้งหลายของปีที่ผ่านมา และเมื่อเผามันทิ้งแล้วปีใหม่ก็จะเริ่มต้นได้อย่างมีความสุข

 

 

ประเทศสกอตแลนด์

Viking-Fire-Ball

ที่มาภาพ what the hell news

ประเทศสกอตแลนด์จะมีงานเทศกาลอันตรายที่ชื่อว่า Hogmanay ที่จัดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกๆ ปี ในเทศกาลนี้ชายหนุ่มจะมีการเดินขบวนโดยถือลูกบอลไฟไว้ด้วย และหมุนหรือแกว่งลูกบอลไฟนั้นไปรอบๆ ตัวเอง  เทศกาลนี้มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ในสมัยยุคไวกิ้งเลยทีเดียว

06.scotland.afp_.gi_

ที่มาภาพ what the hell news

 

 

ประเทศเยอรมัน

IMG_2441

ที่มาภาพ daad

ลองคิดภาพดูว่าทุกๆ คืนวันปีใหม่ คุณจะต้องโดนบังคับให้ดูรายการโทรทัศน์เรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี ทั้งบททั้งการแสดงเป็นแบบเดิมไม่มีอะไรใหม่ ฟังดูแล้วน่าจะน่าเบื่อมากกว่าสนุก แต่นี่คือสิ่งที่ชาวเยอรมันจะต้องได้เจอ เพราะตั้งแต่ปี ค.ศ.1972 เป็นต้นมา ทุกๆ เที่ยงคืนวันขึ้นปีใหม่ชาวเยอรมันจะดูรายการโทรทัศน์ที่ชื่อว่า “Dinner for One”

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าที่มาของประเพณีเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ประเพณีก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าชาวเยอรมันจะไม่รังเกียจที่จะต้องดูรายการเดิมซ้ำๆ กันทุกๆ ปี

 

 

ประเทศชิลี

Chile-New-Years-Unique-Country-Tradition

ที่มาภาพ underthetruth

Talca เป็นเมืองเล็กๆ ในประเทศชิลีซึ่งมีประเพณีฉลองปีใหม่ที่แปลกและออกจะน่าขนหัวลุกอยู่สักหน่อย ชาวเมือง Talca จะฉลองปีใหม่กับคนในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้ว ในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา ทุกๆ คืนวันปีใหม่ตอนเวลา 23 นาฬิกา นายกของเมืองจะเปิดประตูทางเข้าสุสานไว้เพื่อให้ชาวเมืองได้เข้าไปร่วมฉลองกับคนในครอบครัวที่จากไปแล้ว ในสุสานจะมีการประดับไฟสลัวๆ และมีเพลงคลาสสิคเปิดประกอบไปด้วย

Talca-Chile-Visiting-the-Cemetery

ที่มาภาพ what the hell news

ชาวเมืองเชื่อกันว่า เมื่อคนตายไปแล้ววิญญาณของพวกเขาจะรอคนที่รักอยู่ในสุสาน และคนในครอบครัวก็ควรจะเริ่มต้นปีใหม่กับพวกเขาเหล่านี้ถึงแม้จะตายไปแล้ว ประเพณีเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1995 เมื่อมีครอบครัวหนึ่งแอบเข้าไปในสุสานเพื่อฉลองวันปีใหม่กับพ่อของตัวเอง หลังจากนั้น ชาวเมืองกว่า 5,000 คนก็ทำตามจนกลายเป็นประเพณีไป

 

 

ประเทศบราซิล เม็กซิโก และโบลิเวีย

RedUnderwear

ที่มาภาพ gbooza

ชาวบราซิล เม็กซิโก โบลิเวีย และชาวเมืองในแถบอเมริกาใต้จะต้อนรับวันปีใหม่ด้วยการใส่การเกงชั้นในสีสันสดใส โดยปกติแล้วมักจะเป็นสีแดง เหลือง หรือสีสดๆ อื่นๆ เชื่อกันว่าถ้าใส่กางเกงชั้นในสีสดใสผ่านคืนวันขึ้นปีใหม่ไปแล้วจะทำให้ปีนั้นเจอแต่โชคดี อีกทั้งยังช่วยให้พบกับคนรักในอนาคตอีกด้วย

กางเกงชั้นในสีแดง หมายถึงให้ชีวิตรักมีแต่ความสุข ส่วนสีเหลืองหมายความว่า ขอให้ร่ำรวยมีเงินทองมากๆ

 

 

ที่มา

smashing lists , ryanseacrest , azweird

http://hilight.kapook.com/view/18913
ที่มาภาพประกอบ keybar

……………………………………………………………………

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่

www.pakoengineering.com/blog

www.pakoengineering.com

www.pako.co.th

ช่องทางใหม่ล่าสุด

ให้คุณได้รับข่าวสารสินค้าใหม่และโปรโมชั่นพิเศษก่อนใคร

แอดมาเลย ที่ @pakoeng (อย่าลืมใส่ @ ข้างหน้าด้วยนะ)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *