ในวรรณกรรม สามก๊ก ผู้เคยในดู หรือได้อ่าน ก็คงพอจะเคยได้ยินประโยคที่โจโฉ พูดว่า เลี้ยงคนก็เสมือน เลี้ยงเสือ กับอินทรี แอดมินเลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาแบ่งปันกันคะ

(1) ชื่อ กลยุทธ์การเลี้ยงเสือกับนกอินทรีเป็นหลักคิดในการเลี้ยงคนของโจโฉ อดีตอัครมหาเสนาบดีในยุคปลายของราชวงศ์ฮั่นหรือในยุคสามก๊ก โดยโจโฉได้อธิบายหลักคิดในการใช้คนของตนต่อบรรดาแม่ทัพนายกองว่าการเลี้ยงเสือกับนกอินทรีนั้นจะเลี้ยงให้เหมือนกันไม่ได้ แต่ต้องใช้วิธีเลี้ยงที่แตกต่างกันจึงจะได้ผล

โจโฉอธิบายว่าอันธรรมดาเสือนั้นต้องเลี้ยงให้อิ่มจึงจะไม่เป็นอันตรายแก่ผู้เลี้ยง เพราะถ้าหากเลี้ยงเสือให้อด ๆ อยาก ๆ แล้ว เสือนั้นก็จะดื้อถึงขนาดที่อาจกัดกินเจ้าของก็ได้ แต่ถ้าเลี้ยงให้อิ่มก็อาจฝึกสอนใช้สอยให้เสือทำการบางสิ่งบางอย่างได้ ในขณะที่การเลี้ยงนกอินทรีนั้นต้องเลี้ยงให้อด ๆ อยาก ๆ เพราะถ้าเลี้ยงให้อิ่มแล้วนกอินทรีนั้นก็จะไม่ทำงาน กระทั่งบินหนีไป หากเลี้ยงให้อด ๆ อยาก ๆ ก็จะสามารถใช้สอยนกอินทรีนั้นให้ไปล่าเหยื่อได้ และไม่หนีหายไปไหน เพราะต้องกลับคืนรังมากินอาหาร

(2) หลักคิดของโจโฉดังกล่าวนี้แม้ดูผิวเผินช่างง่ายดายและเข้าใจได้ง่าย แต่ปมเงื่อนที่ยากลำบากยิ่งอยู่ตรงที่คนนั้นไม่ใช่เสือและไม่ใช่นกอินทรี แต่เป็นคนที่มีอัธยาศัยไม่ค่อยคงที่ หากผันแปรเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยปัจจัยภายในและภายนอกมากหลาย ที่สำคัญที่สุดคือการหยั่งรู้หรือดูให้ออกว่าคนไหนเป็นเสือ และคนไหนเป็นนกอินทรี มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่สามารถใช้กลยุทธ์อันเป็นหลักคิดของโจโฉนี้ได้เลย

(3) นอกจากนั้น คนบางคนเลี้ยงเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่แตกต่างกับสัตว์เดรัจฉาน เพราะสัตว์เดรัจฉานนั้นต้องการเฉพาะอาหาร การเลี้ยงให้อิ่มก็คือการเลี้ยงอาหารให้อิ่ม ไม่ต้องมีลาภ ยศ สุข หรือสรรเสริญ เจือปนก็ได้ แต่การเลี้ยงคนนั้นนอกจากต้องเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญแล้ว ยังมีความต้องการมากไปกว่านั้นคือลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และยังมีแรงกดดันจากภายนอกอย่างอื่นอีก เช่น จากความเรียกร้องต้องการของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะบุคคลใกล้ตัว หรือบุคคลในครอบครัว เป็นต้น

จึงยากที่จะหยั่งรู้หรือเข้าใจได้โดยง่ายว่าความอิ่มของคนอยู่ที่ตรงไหน เพราะคนบางคนมีหรือได้เท่าใดก็ไม่รู้จักพอ ยิ่งมีมากหรือได้มากก็ยิ่งมีความต้องการมากขึ้น เปรียบเทียบได้กับกองไฟที่โตใหญ่เท่าใดก็มีความต้องการฟืนมากเท่านั้น ยิ่งเติมฟืนเพิ่มมากขึ้นไปเท่าใด กองไฟก็ยิ่งใหญ่โตมากขึ้นไปอีกและต้องการฟืนมากขึ้นไปอีก จนในที่สุดหากไม่สามารถหยุดยั้งความต้องการให้มีความพอเพียงหรือรู้จักพอได้แล้ว ความต้องการนั้นก็จะขยายตัวลุกลามไป จนกระทั่งในที่สุดไม่สามารถหาฟืนมาใส่ในกองไฟได้ หรือถึงหาฟืนจนหมดไม้ทั้งป่าก็ยังไม่พอ และในที่สุดฟืนก็หมด ป่าก็หมด และไฟก็ต้องดับ ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

(4) ดังนั้นคนที่เป็นอันตรายที่สุดที่ไม่ควรข้องแวะหรือไม่ควรเอามาช่วงใช้ หรือถ้ามีอยู่ในองค์กรใดก็ต้องรีบกำจัดออกไปโดยเร็วที่สุด ก็คือคนที่ไม่รู้จักพอ เพราะนี่คือรากเหง้าแห่งความหายนะขององค์กรและผู้บริหารที่ไม่อาจละเลยได้เป็นอันขาด ความยุ่งยากจะอยู่ตรงที่ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าใครเป็นคนที่ไม่รู้จักพอ เพราะวิสัยปุถุชนนั้นย่อมมีความกระหายใคร่อยากอยู่เป็นนิตย์ วิสัยนี้เป็นปกติของคนเราทุกคน แต่ไม่ใช่ความเป็นปกติของคนที่ไม่รู้จักพอ เพราะวิสัยปุถุชนดังกล่าวนั้นแม้มีความกระหายใคร่อยากอยู่เป็นนิตย์ก็ดี แต่เป็นความกระหายใคร่อยากที่มีลักษณะเป็นปกติ และมีลักษณะทั่วไป คือถึงแม้ไม่ได้หรือไม่มีตามความกระหายใคร่อยากนั้น ก็ไม่มีความเดือดร้อน ไม่มีความรุ่มร้อน ไม่มีความวุ่นวาย และไม่รู้สึกอิจฉาริษยาหรือคิดอ่านเบียดเบียนผู้อื่น จึงสามารถหยั่งทราบความเป็นคนรู้จักพอหรือไม่รู้จักพอได้ดังประการที่กล่าวมานี้

(5) โจโฉแม้ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดของผู้นำที่รู้จักใช้คนและรู้จักเลี้ยงคน แต่ในเรื่องนี้จะเอาแบบอย่างแต่โจโฉคนเดียวเห็นจะไม่ได้ เพราะในยุคสมัยที่เป็นสามก๊กนั้น โจโฉเป็นแต่เพียงเจ้าก๊กหนึ่งคือก๊กเว่ย ซึ่งมีรากฐานจากอำนาจรัฐแห่งราชวงศ์ฮั่น กระทำการในพระปรมาภิไธยของฮ่องเต้ จึงมีความได้เปรียบกว่าก๊กอื่น คือก๊กฉู่ส์ที่นำโดยเล่าปี่ และก๊กหวู่ที่นำโดยซุนกวน ผู้นำของทั้งสองก๊กนี้ต่างก็มีกลยุทธ์ในการใช้คนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

แต่คงมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่ของผู้นำทั้งสามก๊ก ก็คือการแสวงหาปราชญ์ มุ่งมั่นพยายามแสวงหาคนดีมีฝีมือเข้ามาช่วงใช้ จึงสามารถคิดอ่านทำการใหญ่ได้สำเร็จ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าใครไหนจะเป็นผู้บริหารที่ประสพความสำเร็จหรือเป็นวีรชนที่จะประสพความสำเร็จถึงขนาดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ก็ต้องเป็นคนที่เห็นคุณค่าของคนและทุ่มเทความพยายามในการแสวงหาปราชญ์หรือคนดีมีฝีมือเข้ามาช่วงใช้ หาไม่แล้วอย่าได้คิดหวังเลยว่าจะประสพความสำเร็จ

(6) เล่าปี่มีกลยุทธ์ในการใช้คนอยู่ที่การครองใจคน ให้ความวางใจ ให้ความเมตตา ให้ความเอาใจใส่ ไม่มีความระแวงสงสัยในผู้คนที่ตนใช้ และมอบหมายให้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มเปี่ยม ที่สำคัญคือการให้การยกย่อง การให้ความนอบน้อมและการปรนนิบัติโดยเน้นหนักอยู่ที่การให้ความไว้วางใจ ซึ่งสอดคล้องกับคติในการใช้คนของปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิงคือหลี่ซื่อหมิง ที่ถือคติว่าใช้คนต้องวางใจ ถ้าไม่วางใจก็ไม่ช่วงใช้ สมัยหนึ่งเล่าปี่ได้ขงเบ้งมาเป็นกุนซือใหม่ ๆ โจโฉให้แฮหัวตุ้นคุมทัพ 10 หมื่นเป็นทัพหน้าเข้าตีเมืองซินเอี๋ย ในขณะนั้นบรรดาแม่ทัพนายกองยังไม่มีใครวางใจและเชื่อใจในสติปัญญาของขงเบ้ง ครั้นเล่าปี่ได้ข่าวศึกจึงปรึกษาด้วยขงเบ้งว่าจะมีแผนการคิดอ่านการศึกประการใด ขงเบ้งตอบว่าแผนการรับมือกับข้าศึกนั้นจะเป็นประการใดย่อมขึ้นอยู่กับน้ำใจของเล่าปี่ว่าจะวางใจในการบัญชาการทัพของขงเบ้งหรือไม

เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งทหารให้ไปนำกระบี่อาญาสิทธิ์และตราแผ่นดินประจำตัวมามอบให้กับขงเบ้ง แล้วตอบขงเบ้งว่าข้าพเจ้าวางใจท่านด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพเจ้ามีอยู่ ให้ขงเบ้งมีอำนาจบัญชาทหารทุกเหล่าทัพ รวมทั้งตัวเล่าปี่ด้วย

ขงเบ้งซาบซึ้งในน้ำใจของผู้เป็นนาย ตระหนักว่าที่ออกจากเขาโงลังกั๋งมาอยู่ด้วยเล่าปี่นั้นไม่ผิดแล้ว จึงคุกเข่าคำนับเล่าปี่แล้วบอกว่าเมื่อเป็นเช่นนี้นายท่านจงวางใจ ข้าพเจ้าจะเผาทำลายกองทัพโจโฉทั้ง 10 หมื่นไม่ให้ยกล่วงมาถึงเมืองซินเอี๋ยได้ และนั่นก็เป็นที่มาของการใช้พลังจักรวาลธาตุไฟเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สงครามเผาผลาญทหารโจโฉ 10 หมื่น ณ ทุ่งพกบ๋อง

(7) ส่วนซุนกวนนั้นเล่ามีกลยุทธ์ในการช่วงใช้คนอยู่ตรงที่การทำให้ผู้คนรู้สึกมีความมั่นคง มีเสถียรภาพในชีวิต ครอบครัว และการทำงาน ซึ่งเป็นรากฐานของคนจีนในพื้นที่ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีที่ซุนกวนได้รับสืบทอดอำนาจเป็นรุ่นที่สามของตระกูลซุน บรรดาผู้คนทั้งปวงของซุนกวนมีความรู้สึกและมีความมั่นใจเหมือนกันว่าหน้าที่การงาน ครอบครัว และอนาคตของตนมีความมั่นคงยั่งยืนภายใต้ร่มใบบุญของซุนกวน ดังนั้นทุกคนซึ่งย่อมมีวิสัยที่จะดำรงรักษาความมั่นคงในชีวิตและครอบครัวของตนไว้จึงพร้อมใจกันทุ่มเทสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับอำนาจรัฐของซุนกวนและก๊ก หวู่

ก๊กหวู่หรือแดนกังตั๋งจึงอุดมด้วยผู้มีสติปัญญาวิชาคุณเป็นอันมาก และไม่เคยปรากฏว่าผู้คนในก๊กนี้เป็นข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย ต่างล้วนทุ่มเทความรักภักดีให้กับแผ่นดิน และยอมพลีแม้กระทั่งชีวิต จึงทำให้แดนกังตั๋งเป็นแคว้นที่ใครตีก็ไม่แตก โจโฉกรีฑาทัพลงใต้ด้วยกำลังพลร่วม 100 หมื่น ก็ต้องแตกทัพเรือที่ยุทธภูมิเซ็กเพ็ก เป็นประวัติศาสตร์สงครามอันลือลั่นมาจนถึงทุกวันนี้ เล่าปี่ในบั้นปลายหลังจากสูญเสียกวนอูและเตียวหุยแล้ว ได้เคลื่อนแสนยานุภาพ 83 หมื่นบุกแคว้นกังตั๋ง แต่ในที่สุดก็ต้องเสียทีแก่ลกซุนและแตกทัพที่เมืองเป๊กเต้ จนเป็นเหตุให้เล่าปี่ตรอมใจเสียชีวิตที่เมืองเป๊กเต้นั้น

(8) ความสำเร็จของการงานทั้งปวงและการบริหารกิจการทั้งปวงต้องอาศัยคนและการใช้คน แต่นั่นก็เป็นผล ส่วนเหตุก็คือการเลี้ยงคน บทเรียนแต่ประวัติศาสตร์มีมามากหลายแต่ก็อาจสรุปได้เป็น 3 แบบหลัก ๆ คือ

ประการแรก ต้องหยั่งรู้น้ำใจคนว่าคนนั้นเป็นคนจำพวกเสือหรือจำพวกนกอินทรี และใช้วิธีเลี้ยงคนให้สอดคล้องกับอัชฌาสัยของผู้นั้น

ประการที่สอง ต้องครองใจคนด้วยความเคารพ ด้วยความรัก ด้วยความเมตตา ด้วยความเอาใจใส่ดุจดั่งบุตรในอุทร และต้องไว้วางใจ คือเมื่อใช้คนต้องวางใจ ถ้าไม่วางใจก็ต้องไม่ใช้

ประการที่สาม ต้องทำให้ใจคนมีความมั่นคง มีเสถียรภาพที่ยั่งยืน ทั้งในส่วนตัว ทั้งในส่วนครอบครัว หน้าที่การงาน เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ และรายได้ เพราะคนนั้นมีใจและใจคนย่อมต้องการความมั่นคง และคนก็รู้ดีว่าตัวเองจะมั่นคงได้ก็เพราะองค์กรของตนเองมีความมั่นคง ดังนี้แล้วคนก็จะทุ่มเทพลังวิริยะภาพทั้งปวงสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร โดยมีความมั่งคั่งเป็นกระบวนการพัฒนา

แต่ทว่าทั้งสามประการนี้ก็เป็นแค่หลักการหรือหลักคิด ไม่อาจใช้โดยทั่วไปได้ หากยังต้องจำแนกและพินิจพิเคราะห์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะคนบางจำพวกถึงแม้ใช้วิธีการทั้งสามประการนี้แล้วก็ยังไม่พอ ยังต้องใช้พระเดชหรือราชภัยคือการลงโทษอย่างเข้มงวดเข้ากำกับด้วยจึงจะได้ผล

ดังตัวอย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีความเข้มงวดในการปกครองทหาร ทรงลงโทษและบำเหน็จแก่ทหารอย่างยุติธรรมเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อทรงมอบหมายให้แม่ทัพนายกองคนใดไปทำการศึกก็เป็นที่แน่ชัดว่าหากทำการสำเร็จ บำเหน็จก็จะได้รับอย่างเต็มที่ หรือเหนือความคาดหมาย แต่ในทางตรงกันข้ามหากล้มเหลวก็ต้องมีโทษตายเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุที่ทรงเข้มงวดเด็ดขาดเช่นนี้ กรุงศรีอยุธยาจึงสามารถกอบกู้ให้ฟื้นคืน และสามารถแผ่แสนยานุภาพจนราชอาณาจักรของพระองค์แผ่ไพศาลไปทั่วทั้งสุวรรณภูมิ

ในขณะเดียวกัน คนบางจำพวกก็ต้องใช้สินจ้างรางวัลหรือบำเหน็จเข้าล่อ คนจำพวกนี้เป็นคนที่เป็นเหตุให้เกิดคำพังเพยโบราณที่ว่า เมื่อมีเงินก็ใช้ผีให้โม่แป้งได้คนจำพวกนี้เมื่อตั้งสินจ้างรางวัลหรือบำเหน็จล่อใจให้ถึงขนาดแล้วก็พร้อมทุ่มเทรับใช้แม้ตัวตายก็ไม่กลัว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *